เห็นด้วยหรือไม่? ที่ สธ.ร่างกฎหมาย การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่


อ่าน 1,061

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ได้จัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง “สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. ...กับวิถีชีวิตของสตรีไทยในปัจจุบัน” โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมาย มาให้ความรู้และรับฟังข้อเสนอแนะ ที่บ้านมนังคศิลา เมื่อเร็วๆนี้

ในการสัมมนา นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้เป็นเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งนมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก ข้อมูลล่าสุดจากกรมการอนามัยโลก ระบุว่า ไม่มีสารอาหารหรือนมใดในโลกที่เลี้ยงดูลูกได้ดีเท่ากับนมของแม่ จึงอยากให้ เด็กไทยแรกเกิดได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ซึ่งนมแม่มีสารอาหารเพียงพอ หลัง 6 เดือน ควรมีอาหารเสริมตามวัย แต่ไม่ให้หยุดกินนมแม่อย่างน้อย 2 ปี จากการเก็บข้อมูลในประเทศไทย การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน มีเพียง 12% เท่านั้น ทั้งที่เป้าหมายทั่วโลกต้องการ 50% นอกจากนี้ ยังมีส่วนปกป้อง โดยควบคุมการส่งเสริมการตลาด การให้ข้อมูลที่มีผลประโยชน์ทาง การค้า หรืออวดอ้างของบริษัทนม อันจะส่งผลต่อการตัดสินใจของคุณแม่ให้หันมาใช้นมผงเลี้ยงลูกแทน ร่างกฎหมายนี้จึงกำหนดไม่ให้มีการโฆษณาหรือส่งเสริมการตลาดของนมสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ขวบ เพื่อไม่ให้แม่เข้าใจผิดในการใช้นมผงเลี้ยงลูก บริษัทนมสามารถทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์ได้ หลังจากเด็ก 3 ขวบปีขึ้นไป

ด้าน รศ.พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ จากชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เด็กมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากใน 2 ขวบปีแรก นมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทารกถึง 6 เดือนแรก เพราะการย่อยการดูดซึมของเด็กทารก ไม่เอื้ออำนวยให้รับอาหารอื่นได้ดีและปลอดภัยเท่ากับนมแม่ แต่หลังจาก 6 เดือน-12 เดือน ต้องมีการให้อาหารตามวัย ตามพลังงานความต้องการของเด็ก เราต้องทำความเข้าใจประเด็นนี้ว่า นมเป็นอาหารหลักในช่วงปีแรก หลัง 1 ปีแรก นมจึงกลายเป็นอาหารเสริม วัยเกินขวบ นมไม่เพียงพอสำหรับเด็กที่ต้องการการพัฒนาเจริญเติบโต ซึ่งต้องการสารอาหารต่างๆจากเนื้อสัตว์, ตับ, ผักใบเขียว เป็นต้น

นอกจากนี้ ศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ จากภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเข้าร่วมฟังสัมมนา ได้ฝากข้อคิดของแพทย์ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ ว่า ถ้าจะออกกฎหมายแบบนี้ ควรที่จะออกกฎหมายส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะเป็นประโยชน์มากกว่ามาควบคุมการตลาด ควบคุมการให้ข้อมูล เพราะในทางปฏิบัติงานจริง ไม่มีใครปฏิเสธว่านมแม่ดีที่สุดสำหรับลูก แม่ทุกคนก็อยากให้ลูกกินนมตัวเอง แต่บางคนไม่มีนมให้ลูกกิน จริงๆกว่าจะมีก็อาจจะหลายวัน แล้วเราผู้ปฏิบัติงานก็ไม่สามารถแนะนำให้เขาเลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เพราะจะผิดกฎหมายฉบับนี้ แล้วคนเป็นแม่จะทำอย่างไร ในเมื่อหมอเองก็ไม่สามารถแนะนำอะไรได้ หรือบางครั้ง แม่ที่ไม่ได้บำรุง นมที่ออกมาสารอาหารก็อาจจะไม่เพียงพอแก่เด็ก เราเจอปัญหาเด็กตัวเล็กแคระแกร็นจำนวนมาก ถ้าเราปล่อยจนถึง 3 ปี คิดว่าจะไม่ทัน ตนจึงมองว่า หากจะออกกฎหมายก็ควรออก กฎหมายส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกในแง่มุมอื่น จะเป็นประโยชน์มากกว่า เช่น มีกฎหมายกำหนดให้บริษัท ห้างร้านต่างๆ จัดหามุมหรือห้องปั๊มนม แทนที่ ทุกวันนี้ไปปั๊มนมกันในห้องน้ำ เป็นต้น

ส่วน พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กล่าวเสริมด้วยว่า แม่เป็นจิกซอว์สำคัญในการเลี้ยงดูลูก การ ที่แม่ให้นมลูกนอกจากลูกจะได้สารอาหารที่ดีแล้ว ยังได้สัมผัสทั้งทางกายและจิตใจ ที่ส่งผลถึงการเรียนรู้ แต่ประเด็นคือ นมแม่จะดีได้ แม่เองก็จะต้อง ดูแลการกินอาหารที่ดีด้วย เราก็ควรให้ความรู้แก่แม่ นอกจากนี้ เราก็ควรให้ความรู้ในการเลือกนมหรือสิ่งอื่นให้แก่เด็กด้วย.


20-05-59, 14:30 น.
ทีมงานคันปาก

thairath






 ข่าวที่เกี่ยวข้อง
 ข่าวที่น่าสนใจ